วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีทำสลัดผักเวียดนาม


ส่วนผสม

กุ้งตัวเล็กลวกสุก 1/2 ถ้วย
ผักกาดหอมหั่น 5-7 ใบ
เนื้อแตงกวาหั่นเป็นเส้น 1/4 ถ้วย
แครอทขูดเส้น 1/4 ถ้วย
มะม่วงเปรี้ยวซอย 1/4 ถ้วย
หัวปลีซอย 1/4 ถ้วย
ถั่วงอก เด็ดหัวหาง 1/4 ถ้วย
ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วย
ผักแพวเด็ดเฉพาะใบ 1/4 ถ้วย
ถั่วลิสงคั่ว สับหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

นำส่วนผสมสลัดทั้งหมดใส่ชามผสม ราดน้ำสลัดคลุกให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยถั่วลิสงคั่ว


น้ำสลัด

ส่วนผสม

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
ซอสพริกศรีราชา (เผ็ดกลาง) 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

ผสมส่วนผสมน้ำสลัดให้เข้ากันชิมรสตามชอบ พักไว้

วิธีทำกุ้งมะนาว


ส่วนผสม

กุ้งสด 400 กรัม
พริกขี้หนูซอย 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับละเอียด ¼ ถ้วย
น้ำปลา ¼ ถ้วย
น้ำมะนาว ½ ถ้วย
ใบสะระแหน่
วิธีทำ

ผสมน้ำมะนาวโดยผสมพริกขี้หนู กระเทียม น้ำปลา และน้ำมะนาว ในชามผสม คนให้เข้ากัน ชิมรสดีแล้ว พักไว้
กุ้งแกะเปลือกไว้หาง ผ่าเอาเส้นดำออก ล้างทำความสะอาด นำมาลวกในน้ำเดือดพอสุก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ จัดใส่จาน
ราดน้ำมะนาวบนกุ้ง แต่งหน้าด้วยใบสะระแหน่ เสิร์ฟรับประทานทันที

อ้วน! ระวัง ไขมันคั่งในตับ

โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด

พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมัน คั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิด ปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่


1.อ้วนลงพุง
2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
3.ระดับไขมันเอ ช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล.
4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ
5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล


โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน

ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่ โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ

สำรวจพฤติกรรมตัวเองอายุยืน 100 ปี จะอยู่ถึงมั้ย

ใครๆก็คงอยากจะมีอายุยืนด้วยกันทั้งนั้น แต่การใช้ชีวิตในยุคสมัยที่รอบตัวเต็มไปด้วยมลพิษและสิ่งยั่วยวนให้ออกนอกลู่นอกทางได้ง่ายอย่างในปัจจุบันดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่
หลายคนจึงยอมทุ่มเงินมหาศาลไปกับทั้งเวชกรรมและเวชกรรมด้วยความหวังว่ามันจะช่วยยืดอายุออกไปได้บ้างไม่มากก็น้อย


อย่างไรก็ตาม ดร. โทมัส เพิร์ลส์ นักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษเปิดเผยว่า ความจริงแล้วการจะมีอายุยืนยาวแค่ไหนนั้น มันก็ขึ้นอยู่ที่พฤติกรรมของแต่ละคนนั่นแหละที่เป็นตัวชี้วัด นั่นก็คือ .....



1. ความเครียด
เป็นที่รู้กันดีว่าการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในรูปแบบต่างๆมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า เรารับมือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหนและปัญหาเหล่านั้นสร้างความตึงเครียดกับเราได้มากแค่ไหน


ดร. เพิร์ลส์กล่าวว่า "การหายใจลึกๆ และถอยออกมาจากปัญหาสักครู่จะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาได้ดีกว่าการพยายามหาทางแก้ปัญหาให้ได้ในเดี๋ยวนั้น ซึ่งก็จะลดความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคหัวใจ มะเร็งและอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นการเรียนรู้วิธีการควบคุมลมหายใจ การเล่นไท้เก๊กและโยคะ จะช่วยลดความเครียดให้เราได้เป็นอย่างดี"


แล้วคุณล่ะ จากการประเมินตัวเอง รับมือกับความเครียดได้ดีแค่ไหน ถ้ารับมือได้ดีบวกไป 5 ปี แต่ถ้าไม่ลบไป 5 ปี



2. พันธุกรรม
"ถ้าในครอบครัวของคุณมีสมาชิกที่เสียชีวิตตอนอายุ 80 หรือน้อยกว่านั้น คุณควรจะเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสิ่งผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ่้าหากในครอบครัวของคุณมีสมาชิกที่เสียชีวิตตอนอายุ 90 ไปแล้ว ก็ขอให้ดีใจได้ว่า คุณมีแนวโน้มที่จะอายุยืนได้เท่านั้นหรือมากกว่า ... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถใช้ชีวิตได้สุดเหวี่ยงอย่างที่หวัง เช่น การสูบบุหรี่" ดร. เพิร์ลส์กล่าว



ถ้าคุณมีสมาชิกในครอบครัวของคุณเสียชีวิตตอนอายุ 90 เศษหรือมากกว่านั้น บวกไปอีก 10 ปี



3. ออกกำลังกาย
"สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการออกกำลังกายก็คือ การทำให้ได้เป็นประจำสม่ำเสมอ และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมในการออกกำลังกายก็คือควรให้ร่างกายได้มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งไปในเวลาเดียวกัน เพราะเราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไป 1/3 ปอนด์ในทุกปีหลังจากที่เราอายุ 30 ปีไปแล้ว แต่ร่างกายก็จะสามารถสร้างมวลกล้ามเนื้อที่หายไปขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าหากคุณออกกำลังกายอย่าสม่ำเสมอ" ดร. เพิร์ลส์กล่าว


คุณออกกำลังกายวันละ 30 นาทีต่อวัน อาทิตย์ละ 5 วันหรือเปล่า ถ้าใช่ ให้บวกเพิ่มไปอีก 5 ปี ถ้าไม่ลบไป 5 ปี



4. ฝึกสมอง
"มีหลักฐานยืนยันว่าการฝึกสมองจะช่วยพัฒนาเรื่องความจำของคุณได้มาก และอาจจะลดความเสี่ยงการป่วยเป็นอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย" ดร. เพิร์ลส์กล่าว


คุณได้ฝึกสมองด้วยการเล่นต่อคำหรือคิดเลขเป็นประจำหรือไม่ ถ้าฝึกให้บวกเพิ่มไปอีก 5 ปี




5. ควบคุมอาหาร
"น้ำหนักตัวที่มากเกินไป หรือพูดง่ายๆ ว่าอ้วน เป็นบ่อเกิดที่นำมาซึ่งโรคต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้น ลดปริมาณอาการในแต่ละมื้อลง อย่ากินระหว่างมื้อ มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีน้ำหนักตัวมากเพราะพฤติกรรมการกินที่มากเกินไป เพราะฉะนั้นอย่ากินให้อิ่ม หยุดกินซะก่อนที่จะอิ่มจะดีที่สุด" ดร. เพิร์ลส์กล่าว

คุณควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าไม่ทำลบไป 5 ปี แต่ทำอยู่ก็ดีแล้ว แต่ไม่ต้องบวกอายุเพิ่ม



6. สูบบุหรี่
ในข้อนี้คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ทุกคนคงเคยได้ยินพิษภัยของการสูบบุหรี่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่สรุปก็คือ การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณมากกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สูบบุหรี่ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ


ถ้าคุณสูบบุหรี่ลบออกไป 15 ปี แต่ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องบวกเพิ่ม




คงจะทำให้แต่ละคนได้รู้แล้วว่าการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่มีความเสี่ยงจะอายุสั้นมากแค่ไหน


เมื่อรู้แล้ว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ ก็ยังไม่สายที่จะทำให้คุณมีอายุยืนยาว


ที่แม้จะไม่ถึงร้อยปี แต่ได้อยู่กับคนที่เรารักให้นานที่สุด .... ก็น่าจะพอ

สาธารณสุขแจกถุงยางอนามัย-เจลหล่อลื่น รับวาเลนไทน์

กระทรวงสาธารณสุข ชู "รักปลอดภัย ถุงยางอนามัย...เอาอยู่" รับเทศกาลวันแห่งความรัก ทุ่ม 67 ล้านบาท ซื้อถุงยางอนามัย-เจลหล่อลื่นแจก เผยสถานการณ์หนองในแท้พุ่งในกลุ่มเยาวชน หวั่นเป็นสัญญาณเตือนประตูสู่โรคเอดส์


นาย วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข แถลงข่าวการจัดงานรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ เนื่องในวันวาเลนไทน์ ประจำปี 2555 ซึ่งจะจัดทำพร้อมกันทั่วประเทศภายใต้แนวคิด "รักปลอดภัย ถุงยางอนามัย.เอาอยู่"


สำหรับกรุงเทพมหานคร จัดงานวันที่ 14 ก.พ. ที่ลานกิจกรรมเอ็มบีเค อเวนิว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์เป็นปัญหา ใกล้ตัว และในปีนี้ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 67 ล้านบาทจัดซื้อถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนด้วย


นพ.ไพ จิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปี จาก 17.33% ในปี 2548 เป็น 19.31 % ในปี 2553 โดยเฉพาะโรคหนองในแท้เพิ่มขึ้นจาก 22.3% ในปี 2548 เป็น 42.2% ในปี 2553 และพบว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยเพียง 53.2% เท่านั้น ส่วนอายุของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของผู้ชายอยู่ที่ 12.8 ปี ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 13 ปี จึงอยากแนะนำว่าควรมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะสร้างคุณค่าให้กับ ตัวเองและสร้างความสุขใจให้กับครอบครัว และไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคด้วย


ด้าน นพ.สุเมธ องค์วรรณดี ผอ.สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดในปี 2553 พบว่ามีผู้มาตรวจโรคในสถานพยาบาลทั่วประเทศทั้งสิ้น 74,996 ราย ในจำนวนนี้พบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 11,099 ราย โรคที่พบมากที่สุดคือหนองในแท้ รองลงมาคือ ซิฟิลิส


โดยพบผู้ป่วย กระจุกตัวมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้การที่พบโรคหนองในแท้เพิ่มมากขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการละเลยที่จะใช้ถุงยางอนามัยและเป็นสัญญาณว่าโรคเอดส์ต้อง เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าตัวเลขผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้เป็นโรคอายุน้อยลง

ผลกรรมทำแท้ง ริวจิตสำผัส

ระวังแอพต้มตุ๋นเกลื่อน Android Market

ระวังแอพต้มตุ๋นเกลื่อน Android Market


ในขณะที Google กำลังไล่กวดจำนวนแอพฯ ที่ให้บริการใน Android Market กับทาง App Store ของ Apple ซึ่งปัจจุบัน Android Market มีแอพฯ ไว้คอยให้บริการกับู้ใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 300,000 แอพฯ แล้ว แต่ล่าสุดก็มีข่าวที่คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ควรทราบ เพื่อระมัดระวังตัวไว้ด้วยนั่นก็คือ มีแอพฯ ใน Android Market เป็นจำนวนไม่น้อยที่เบื้องหลังการทำงานของมันคือ ความพยายามจะล้วงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ตลอดจนทำให้ระบบมีปัญหา
ตัวอย่างแอพฯ ต้องสงสัยที่กำลังถูกจับตามองอยู่ในขณะนี่ก็เช่น แอพฯ ปลอมเกมส์ดังอย่าง Batman Arkham City Lockdown, Angry Chciken, Madden NFL 12 และ Jetpack Joyride ซึ่งนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่นับรวมแอพฯ บางตัวที่ได้รับการรับรอง แต่กลับมีการพ่วงเอาแอพฯ อื่นๆ ติดตั้งตามเข้าไปด้วยในสมาร์ทโฟน โดยปราศจากการร้องขอการให้อนุญาตจากผู้ใช้ ผู้ใช้บางรายต้องเผชิญกับการถูกบังคับให้กรอกแบบสำรวจก่อนใช้โปรแกรม รวมถึงการนำข้อมูลส่วนตัวไปส่งต่อให้กับพวกขายตรงทางโทรศัพท์ ไปจนถึงสแปมเมล์ ผู้ใช้หลายคนอยากเล่นเกมส์ แต่กลับต้องตกเป็นเหยื่อกลโกงลักษณะนี้ ที่แย่สุดคือ แม้จะปฏิบัติตามขั้นตอนจนเสร็จ คุณก็ยังไม่สามารถเปิดเล่นเกมส์นั้นได้อยู่ดี ><"

ของสมาร์ทโฟนที่ใช้มากมาย แม้ Google จะพยายามป้องกันด้วยการเปิดบริการ Bouncer ที่สามารถสแกนแอพฯ อันตรายใน Android Market ได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ทีผ่านมา แต่ก็ยังมีการพบแอพฯ ปลอมมากมายแสดงตัวอยู่ในระบบเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม ตัวแทน Google กล่าวว่า แอพฯ หลายๆ ตัวที่กำลังถูกจับตาอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้มีมัลแวร์ และไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับสมาร์ทโฟน หรือกระโดดข้ามขั้นตอนการขออนุญาตจากผู้ใช้แต่อย่างใด (แม้แอพฯเหล่านี้จะเป็นแอพฯ เลียนแบบเกมส์ดังก็ตาม...อุ๊ปส์!!!) อยากรู้ว่า ตอนนี้ หรือการใช้งานสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของคุณยังปลอดภัยอยู่ หรือเปล่า

สั่งน้องหมาให้เห่าเบาลงได้ .. น่ารักอ่ะ

น้องหมายิ้ม .. น่ารักมาก

ทำชีวิตให้ “สำราญ” ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

หันมามองสิ่งดี ๆ ในตัวเอง : การให้กำลังใจตัวเองเวลามีเรื่องทุกข์ใจ สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือ หันมามองสิ่งดี ๆ ในตัวเอง เพราะไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่สุดก็ยังฉลาดบางเรื่อง หรือคนฉลาดที่สุดก็ยังโง่ในบางเรื่อง

เติมพลังจากคนที่เรารัก : บางช่วงที่คนเรารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง การนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำร่วมกันกับคนรัก หรือคนที่รักเรา ก็สามารถช่วยปลุกพลังในตัวขึ้นมาได้มากทีเดียว

เมื่อทุกข์มา..เดี๋ยวก็ผ่านไป : เมื่อความทุกข์ผ่านเข้ามา ขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า “ทุกข์มาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่าเอาความผิดพลาดในอดีต หรือความคาดหวังในอนาคตมากดดันให้เราเกิดความเครียด

กอดตัวเองให้เป็น : เวลามีปัญหา หรือมีเรื่องทุกข์ใจ กำลังใจที่ดีที่สุดคือ ต้องอยู่กับตัวเองให้เป็น และจัดการกับความทุกข์ให้หายไปด้วยตัวของเราเอง

ยกภูเขาคนอื่นออกจากอกบ้างก็ได้ : อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้กำลังใจของเราหายไปก็คือ การทุกข์เพราะเรื่องคนอื่น ดังนั้นปัญหาใครไม่ควรเอามาเป็นปัญหาของเรา รับฟังได้ แต่อย่าเก็บมาทุกข์แทนเขา อย่างน้อย ๆ แค่เป็นเพื่อน และชี้ทางเลือกก็เพียงพอแล้ว
อย่าลืมนะคะ อย่าคิดว่าเราถึงทางตัน แก้ปัญหาไม่ได้ … ไม่มีใครที่เก่ง หรือไม่เคยทำผิดพลาด … เวลาในอดีต มีเก็บไว้เตือนใจ ไม่ใช้กลับไปแก้ไข … คนเราจะสุขได้ ถ้าเราคิดดี มองโลกในแง่ดี … จริงไหมคะ

"2012" โลกจะแตก จริงหรือ? สิ้นปีนี้เดี๋ยวรู้

เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมากสำหรับปรากฏการณ์ "วันสิ้นโลก" ในปี "ค.ศ.2012" ซึ่งก็คือปีนี้นี่เอง!




ความเข้มข้นของกระแสข่าวนี้ เพิ่มขึ้นตามตัวเลขในหน้าปฏิทินที่เปลี่ยนไป จากในโลกสังคมออนไลน์ ขยับขยายไปสู่การพูดคุยปากต่อปาก จากห้องสุดหรูบนตึกระฟ้าในเมืองกรุง ไปไกลถึงท้องไร่ท้องนาไกลปืนเที่ยง แน่นอน เหตุที่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก เพราะนี่คือ "ความเป็นความตายของเผ่าพันธุ์มนุษย์"



สำหรับสิ่งที่ทำให้ "ความเชื่อ" นี้กลายเป็นกระแส จนถึงกับมีการกล่าว "ยืนยัน" หลักใหญ่ใจความแล้วน่าจะประจวบเหมาะกับสิ่งที่มีการพูดถึง อย่างเรื่อง ปฏิทินวันสิ้นโลกของชาวมายา, ดาวนิบิรูที่จะพุ่งชนโลกเชื่อมโยงจากตราประทับของชาวสุเมเรียน, การเรียงตัวกันของดาวเคราะห์ที่จะทำให้เกิดแรงดึงดูดมหาศาลระหว่างกัน, พายุสุริยะที่อาจโหมซัดใส่โลก, การกลับขั้วของแม่เหล็กโลก หรือแม้แต่เรื่องราวของ "หลุมดำ" ที่อยู่ใจกลางแกแล็กซี่ช้างเผือกที่อาจดูดกลืนโลกให้หายวับไปได้



หลากเรื่องหลายราวนี้ เมื่อผนวกเข้ากับสภาพที่มนุษย์เผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หนาวจัด แห้งแล้งยาวนาน ฯลฯ จึงไม่แปลกที่จะทำให้ใครหลายคน "หวาดกลัว" บางคนถึงขั้น "เชื่อมั่น" ว่าวันสิ้นโลกได้เดินทางมาถึงแล้วจริง ๆ



เพื่อเป็นการไขปริศนานี้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าในปี 2012 โลกจะแตกจริงหรือไม่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จึงได้จับมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "2012 ฤาโลกจะสูญสิ้น" ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จามจุรีสแควร์ สามย่าน ในงานมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก



กรณีต่าง ๆ ที่ถูกอ้างว่าจะทำให้เกิด "วันสิ้นโลก" ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาชำแหละเป็นข้อ ๆ




ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลกนั้นมีสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว จนกระทั่งยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ก็มีการใช้วิทยาศาสตร์อ้างให้เข้ากับคำทำนายมากขึ้น



เรื่องปฏิทินของชาวมายา เปิดประเด็นโดยหนังสือชื่อ "The Maya" ของ Michael D.Coe ซึ่งในเรื่องเชื่อมโยงวันสิ้นโลกเข้ากับวันสุดท้ายในปฏิทินแบบ "ลองเคาท์" (Long Count Calendar) ระบุว่าจะตรงกับวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.2012



ปฏิทินของชาวมายานั้นมีอยู่ 3 แบบใหญ่ ๆ มีการนับวันและใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกันออกไป "ลองเคาท์" เป็นเพียงแบบหนึ่ง คือเมื่อวันในปฏิทินสิ้นสุดแล้วจะเริ่มนับวันใหม่ หากแต่ว่ากลับถูกเชื่อมโยงว่าเป็น "วันสิ้นโลก"




ต่อมา ดร.บัญชา พาไปรู้จักกับปรากฏการณ์ "การกลับขั้วของแม่เหล็กโลก (Pole Shif)" โดยบอกว่า จากการเก็บข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า โลกมีการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กอยู่เป็นระยะ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหลของโลหะที่หลอมเหลวอยู่ใต้โลก บางช่วงอาจจะยาวนานเป็นพิเศษ จะสลับไปสลับมา สิ่งที่หลายคนกังวลคือ การกลับขั้วของแม่เหล็กโลก อาจจะทำให้มีบางช่วงสนามแม่เหล็กหายไป ทำให้โลกไม่สามารถป้องพายุสุริยะ หรืออานุภาคต่าง ๆ ที่จะพุ่งมาสู่โลกได้



"ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า ในระหว่างโลกกลับขั้วแม่เหล็ก ไม่มีเลยที่สนามแม่เหล็กจะหายไปอย่างสิ้นเชิง อาจมีอ่อนกำลังลงบ้าง แต่เนื่องจากช่วงการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กนั้นไม่ได้เกิดในระยะเวลาสั้น ๆ ต้องใช้เวลาราว 1,000-10,000 ปี ก็จะทำให้ขั้วเดิมค่อย ๆ อ่อนกำลังแล้วก็จะมีขั้วใหม่ผุดขึ้นมาจนครบสมบูรณ์" ดร.บัญชา กล่าว



อีกเรื่องหนึ่งคือ "พายุสุริยะ" ซึ่งนักสื่อสารวิทยาศาตร์จาก สวทช.ยืนยันว่าแม้เกิดขึ้นก็ไม่ถึงขั้นสิ้นโลก


"เรื่องวันสิ้นโลกได้ถูกพูดถึงในสังคมอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นสังคมแห่งความเห็น มีการแสดงความเห็นโดยไม่มีฐานความรู้ที่แน่น และเมื่อผนวกเข้ากับลัทธิ ความเชื่อ ที่ยึดถือกันก็ยิ่งซ้ำเติมให้เรื่องราวต่าง ๆ ร้ายแรงมากขึ้นอีก โดยเฉพาะในสังคมไทย



"อย่างกรณี ด.ช.ปลาบู่ เป็นต้น ซึ่งในการแก้ปัญหาก็แก้ปัญหาแบบคนไทย คือ จัดปาร์ตี้พิสูจน์ การจัดปาร์ตี้นั้นไม่ผิด แต่ต้องอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ด้วยว่า เขื่อนที่สร้างนี้มีความแข็งแรงอย่างใร ในแง่ของวิศวกรรม ให้ข้อมูลออกไป หรือถ้าเขื่อนมันแตกจริงแล้วน้ำจะไปทางไหน อย่างไร ใช้เวลาเท่าไหร่ในการอพยพโยกย้าย แถมความรู้เป็นข้อมูลไปให้ด้วย จะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า" ดร.บัญชา กล่าว

นักวิทยาศาสตร์อีกผู้หนึ่งที่มาร่วมไขปริศนาเรื่อง "วันสิ้นโลก" ในครั้งนี้ คือ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)


ดร.ศรัณย์ กล่าวถึง กรณีดาวนิบิรุพุ่งชนโลกว่า คนที่กล่าวอ้างถึงดาวนี้คือ Zecharia sitchin ปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ The 12th Planet ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1976 โดยอ้างว่า นิบิรุเป็นหนึ่งในสิบสองดวงดาวที่ชาวสุเมเรียนค้นพบเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นหนึ่งในดวงดาวที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ เหตุที่นักวิทยาศาสตร์มองไม่เห็นดาวดวงนี้ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะว่ามีวงโคจรที่รีมาก ๆ ขณะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ๆ จะเคลื่อนที่ช้า จนเหมือนหยุดนิ่งเป็นดาวฤกษ์ธรรมดาดวงหนึ่ง แต่เมื่อใกล้แล้วจะเร็วขึ้น และจะชนโลกในช่วงสิ้นปีนี้


"ถ้าจะชนโลกสิ้นปีนี้จริง วันนี้เราย่อมต้องมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว และถ้าดาวนิบิรุมีจริง ในตอนกลางคืนย่อมต้องส่องสว่างมากกว่าพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เพราะใกล้โลกมาแล้ว สำหรับเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยชนโลก ในอดีตก็เคยเกิดขึ้น ครั้งสุดท้ายคือที่ ทังกัสก้า ในเขตไซบีเรีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1980 แรงระเบิดครั้งนั้นเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีขนาด 30 เมกะตัน จาการศึกษาหลุมที่เกิดเชื่อว่าเป็นผลจากอุกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 เมตร พุ่งชนโลก




"สำหรับในปี 2012 มีดาวเคราะห์น้อยที่จะผ่านมาเหมือนกัน แต่ข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์มี พบว่าอยู่ไกลมาก ๆ ไม่มีการชนอย่างแน่นอน นักวิทยาศาสตร์นั้นมีโครงการติดตามวัตถุที่จากนอกโลกที่มีขนาดใหญ่กว่า 200 เมตร วงโคจรเข้าใกล้และจะเป็นภัยกับโลกอยู่แล้ว พบว่า มีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่คาดว่าจะชนกับโลก นั่นคือ ดาวเคราะห์น้อย 1950 DA จะชนโลกในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.2880 คืออีก 800 กว่าปีข้างหน้า ถึงวันนั้นมนุษย์คงมีวิทยาการในการป้องกันได้แล้ว แต่ที่สำคัญ ความเป็นไปได้ที่ดาวดวงนี้จะชนโลก มีเพียงแค่ 0.33 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น" ดร.สรัณย์ กล่าว


เหตุการณ์ที่ลือกันว่าจะทำให้ถึงวันสิ้นโลกอีกอย่างคือ "การเรียงตัวกันของดาวเคราะห์"


รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บอกว่า เรื่องนี้ก็มีผู้กล่าวอ้างเยอะ มีการทำนายวันที่จะเกิดไว้ว่าตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว การเรียงตัวกันของดาวเคราะห์นั้นมีผลกับโลกน้อยมาก เทียบไม่ได้เลยกับแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงผลจากดวงจันทร์ และที่สำคัญก็คือ จากการตรวจสอบพบว่าในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ก็ไม่ได้เรียงตัวกันดังคำทำนาย


และเรื่องสุดท้ายที่ได้รับการพูดถึงมากเกี่ยวกับวันสิ้นโลก คือการที่โลกจะถูก "หลุมดำ" ดูดกลืนเข้าไป


ความเชื่อนี้ อ้างจากการที่แกแล็กซี่ทางช้างเผือกที่เราอาศัยอยู่ มีดาวฤกษ์ถึง 100,000 ล้านดวง ดวงอาทิตย์คือ 1 ในนี้ ที่ใจกลางแกแล็กซี่นั้นพบหลักฐาน "หลุมดำ" ที่มีชื่อว่า "ซาจิทาเรียส" อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 4.1 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ โดยอยู่ห่างออกไป 26,000 ปีแสง กล้องดูดาวสามารถศึกษาการโคจรดาวฤกษ์ที่อยู่ ใกล้ ๆ หลุมดำซาจิทาเรียสนี้ได้



"ถามว่าเราจะถูกดูดง่าย ๆ มั้ย ผมว่าไม่อย่างแน่นอน เพราะทุกปีดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนทางเดินและเข้าใกล้กลุ่มดาวคนยิงธนูในเดือนธันวาคมอยู่แล้ว แต่ต่อให้โดนดูดเข้าไปจริง โลกก็จะต้องใช้เวลาถึง 26,000 ปีในการพุ่งเข้าหาหลุุมดำ ขอยืนยันว่าโลกจะไม่ถูกดูดเข้าไปอย่างแน่นอน และที่สำคัญแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ที่กระทำต่อโลก มากกว่าแรงโน้มถ่วงของหลุมดำที่กระทำต่อโลก" ดร.สรัณย์ ย้ำหนักแน่น

ผลไม้ก็ทำให้อ้วนได้

ผลไม้ก็ทำให้อ้วนได้

ผลไม้นั้นมีคุณค่าประโยชน์ประกอบไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิด แต่ต้องรู้จักเลือกชนิดที่จะรับประทาน เพราะผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นตัวการทำให้คุณอ้วนได้ รวมทั้งไม่เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับสิบอันดับ TOP TEN ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงกันเต๊อะ......


อันดับหนึ่งคือ กล้วยไข่

อันดับสองคือ กล้วยน้ำว้า

อันดับสามคือ ขนุน

อันดับสี่คือ กล้วยหอม

อันดับห้าคือ มะม่วงน้ำดอกไม้

อันดับหกคือ ลำใยกระโหลกเขียว

อันดับเจ็ดคือ ลองกอง

อันดับแปดคือ เงาะ

อันดับเก้าคือ ลางสาด

อันดับสุดท้ายคือ ละมุด

หลาย ๆ คนคงสงสัยว่า เอ๊ะแล้วทุเรียนล่ะขอบอกว่าทุเรียนน่ะมีน้ำตาลสูงปรี๊ด จนเรายกไปตั้งบนหิ้งเลยล่ะค๊า

ถ้าใครไม่อยากอ้วนล่ะก้อ อย่าได้เข้าใกล้น่ะเป็นดีที่สุด เพราะแค่กลิ่นก็อาจทำให้คุณไขว้เขวเกิดอาการอยากกินขึ้นมาได้ในทันทีทันใด ส่วนผลไม้ที่คุณสามารถเลือกรับประทานได้เป็นประจำก็คือผลไม้ที่ไม่หวาน เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วงดิบ มะละกอ แตงโม เป็นต้น

'เจษฎ์ โทณะวณิก' ชี้ประชาชนลงชื่อขอแก้ ม.112 ไม่ได้

'เจษฎ์ โทณะวณิก' ชี้ประชาชนลงชื่อขอแก้ ม.112 ไม่ได้
Sat, 2012-02-11 12:31
คณบดีนิติศาสตร์ ม.สยาม ออกโรงแย้งโต้ ประชาชนเข้าชื่อขอแก้ไข ม.112 ไม่ได้ เพราะเข้าหมวด 2 พระมหากษัตริย์ รธน. ม. 163 ไม่เปิดช่องให้ทำได้ แนะการแก้ไข ม. 112 ต้องเสนอในรูปของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 55 ที่ผ่านมาเว็บไซต์คมชัดลึกรายงานว่ากรณีการล่ารายชื่อประชาชน เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ซึ่งคณะนิติราษฎร์ อ้างว่า ม. 112 เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรา 36 ในหมวด 3 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ ม.112 กลับบัญญัติจำกัดสิทธิเสรีภาพในการคิด การเขียน ดังนั้น จึงสามารถเข้าชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ได้นั้น

นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ระบุว่า กรณี ม. 112 ไม่เหมือนกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป หรือดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือหมิ่นศาล เพราะ ม.112 มุ่งคุ้มครองประมุขของรัฐ เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ และเกี่ยวกับมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ด้วย

"จึงไม่ใช่กรณีที่เข้าหมวด 3 อันว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เข้าหมวด 2 ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ด้วย ดังนั้น ประชาชนจึงไม่สามารถเข้าชื่อแก้ไขม.112 ได้ เนื่องจากมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เท่านั้น ไม่ได้เปิดช่องให้แก้ไขหมวด 2 ที่เป็นหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์"

นายเจษฎ์ ยังระบุด้วยว่า การแก้ไข ม. 112 ต้องเสนอในรูปของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา เป็น พ.ร.บ

‘ไท’ เริ่มอดอาหารแล้วหน้าศาล - ‘ส.ศิวรักษ์’ มาเยี่ยมให้กำลังใจ

‘ไท’ เริ่มอดอาหารแล้วหน้าศาล - ‘ส.ศิวรักษ์’ มาเยี่ยมให้กำลังใจ
Sat, 2012-02-11 22:23
“ไท” ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ลูกชาย “สมยศ” เริ่มการอดอาหารประท้วงแล้วที่หน้าศาลอาญาวันนี้ พร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนราว 50 คน รวมถึง ‘ส.ศิวรักษ์’ ที่มาเยี่ยม-พูดคุย และมอบหนังสือธรรมะให้กำลังใจ

11 ก.พ. 55 – ราว 16.00 น. ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข หรือ “ไท” บุตรชายของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และบก.นิตยสาร Voice of Taksin เริ่มการอดอาหารประท้วง 112 ชั่วโมงแล้ว บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา โดยมีผู้สนับสนุนร่วมให้กำลังใจราว 50 คน พร้อม “ส.ศิวรักษ์” ที่เดินทางมาพูดคุยพร้อมมอบหนังสือธรรมะเพื่อให้กำลังใจ

ก่อนหน้านี้ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประกาศว่าเขาจะเริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของบิดา ซึ่งถูกจับกุมด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อเดือนเมษายน 2554 และถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมที่หน้าศาลอาญาในวันนี้ มีผู้ให้กำลังใจเดินทางมาร่วมราว 50 คน รวมถึง “ส.ศิวรักษ์” ซึ่งเดินทางมาเยี่ยม-พูดคุยและมอบพระหลวงพ่อโต ให้แก่ “ไท” ก่อนกิจกรรมอดอาหารจะเริ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมี จิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน และเชาวนาถ มุสิกภูมิ สตรีที่ปรากฎในหน้าข่าวเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากเผชิญหน้ากับการชุมนุมของกลุ่ม "วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์" ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย

ทั้งนี้ ทางผู้จัดงาน “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวจะดำเนินไปถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ โดยในระหว่างนั้น จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น “โกนหัวประท้วง” ในวันที่ 13 และในวันที่ 16 จะเดินทางไปยื่นหนังสือให้กระทรวงยุติธรรม และเข้าเยี่ยมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ

ผู้สนใจ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมดังกล่าวได้ที่ เฟซบุ๊กของกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย



เรียนประชาชนผู้รักความเป็นธรรม สื่อมวลชน ศาลที่เคารพ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ข้าพเจ้า ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตั้งแต่ ปลายเดือนเมษายน ปี 2011 โดยไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวมาจนถึงปัจจุบัน พ่อของข้าพเจ้าเป็นนักกิจกรรมแรงงานที่ทำงานมาอย่างยาวนานและเคลื่อนไหวอุทิศตนเพื่อพัฒนาและสร้างความเป็นธรรมใน สังคมอย่างแข็งขันมาต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ด้วยการดำเนินคดีความอย่างไม่เป็นธรรม พ่อของข้าพเจ้าถูกจับกุมและคุมขังระหว่างพิจารณาคดี อีกทั้งยังถูกย้ายเรือนจำไปเกือบทุกภูมิภาคในประเทศไทยเพื่อการสืบพยานไม่กี่ปากคำ และไม่มีเหตุผลรองรับที่เหมาะสมใดๆ ที่จะกล่าวอ้างในการล่วงละเมิดต่อเสรีภาพของบุคคลมากมายเพียงเช่นนี้

ในคำกล่าวทางนิติศาสตร์มีหลักว่า “ปล่อยคนผิด 100 คน ดีกว่าการจับคนบริสุทธิ์เพียง 1 คน” พ่อของข้าพเจ้ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีความ ซึ่งย่อมยังไม่เป็นผู้กระทำผิดจนกว่าคำพิพากษาของศาลสูงสุดจะลงโทษให้เป็นผู้กระทำผิด นี่เป็นหลักการพื้นฐานทั่วไปที่บุคคลผู้เป็นพลเมืองทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม และเสมอภาคกันในฐานะประชาชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงควรอนุญาตให้ประกันตัวพ่อข้าพเจ้าเพื่อให้การต่อสู้ดำเนินคดีเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม แต่ศาลได้กล่าวอ้างความร้ายแรงของคดีและความหวาดกลัวที่จะหลบหนีเป็นข้ออ้างในการไม่อนุญาตให้พ่อข้าพเจ้าประกันตัว เสมือนกับว่าศาลได้พิพากษาพ่อของข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่ล่วงหน้า และด้วยอคตินี้ศาลได้ละเมิดหลักการที่ผู้ต้องข้อกล่าวหาจะยังถือว่ายังไม่เป็นผู้กระทำผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาสูงสุด นี่เป็นเหตุผลที่เพียงพอหรือไม่ที่คนๆหนึ่งจะถูกกระทำละเมิดต่อเสรีภาพมากมายเช่นนี้ ฤ ว่าในนามของความจงรักภักดี ความยุติธรรมทั้งมวลจะต้องสยบยอมเสียสิ้นอย่างนั้นหรือ

ความยุติธรรมจักต้องบังเกิด ไม่ว่าความเลวร้ายของการเมือง และอคติที่ผู้คนมีต่อกัน จะเบียดเบียนและกระทำการอยุติธรรมกับผู้อื่นไปอย่างไรก็ตาม แต่ข้าพเจ้า เชื่อมั่นว่า ในใจลึกๆแล้วมนุษย์ย่อมรู้สึกเห็นชอบต่อความยุติธรรม ความสงสารในเพื่อนมนุษย์ และเดือดดาลที่เห็นผู้อื่นถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่เพียงอคติที่ถูกปลูกฝัง ความหวาดเกรงต่ออำนาจที่เหนือกว่า ทำให้สายตาของมนุษย์พร่ามัวจนมองไม่เห็นความยุติธรรมที่มนุษย์ควรให้ต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม ตลอดจนไม่ฟังเสียงเรียกร้องต่อความเป็นธรรม ที่กำลังดังกึงก้องอยู่ตอนนี้

หากการกิน เป็นความเห็นแก่ตัวขั้นพื้นฐานสุดของมนุษย์ที่จะมีชีวิต การอดอาหารเพื่อการประท้วงสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศว่า ปัญหาของสิ่งนั้นสำคัญยิ่งกว่าความเห็นแก่ตัวของตนเอง

และด้วยความรักในความยุติธรรม
และความรักที่มีต่อผู้เป็นพ่อ

ข้าพเจ้าจึงได้ประกาศอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมงที่ศาลอาญารัชดา ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

เพื่อเตือนให้ผู้สร้างความอยุติธรรมทั้งหลายได้รู้สึกตน และเพื่อเรียกร้องถึงสิทธิประกันตัวที่พ่อของข้าพเจ้าควรได้รับอย่างเสมอภาค และเป็นธรรม

ข้าพเจ้าไม่โกรธแค้น ไม่ตำหนิในการกระทำของผู้ที่มิอาจมองเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิด และยังเชื่อมั่นว่าซักวันหนึ่ง พวกเขา จะหันกลับไปมองความยุติธรรมที่มีอยู่ในจิตใจส่วนลึกของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง และเลิกการกระทำอยุติธรรมแก่ผู้อื่นเสียที

ก่อนจะครบ 112 ชั่วโมง และเดินทางไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทบทวน ถึงความยุติธรรม หรือกล่าวคือสิทธิประกันตัว ที่พ่อของข้าพเจ้า และนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนอื่นๆ ควรได้รับอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความรักในความยุติธรรม

ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

การเลี้ยงสุกร

ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรในประเทศไทยได้มีการพัฒนาการด้านพันธุ์อาหารสัตว์ การจัดการและการสุขาภิบาล จนทัดเทียมกับต่างประเทศ การเลี้ยงสุกรภายในประเทศ แม้จะมีฟาร์มใหญ่ ๆ แต่ก็ยังมีเกษตรกรรายย่อยที่ทำการเลี้ยงสุกรรายละ 1-20 ตัว ตามหมู่บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก เกตรกรรายย่อยดังกล่าวจำเป็นจะต้องได้รับความรู้ในด้านการเลี้ยงสุกรอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปพัฒนาการเลี้ยงสุกรอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปพัฒนาการเลี้ยงสุกรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำรายได้ให้กับครอบครัว และยังจะได้ประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรให้ได้ผลดีด้วย

ปัจจัยที่จะทำให้การเลี้ยงสุกรประสบความสำเร็จประกอบด้วย
สุกรพันธุ์ดี อาหารดี โรงเรือนดี การจัดการเลี้ยงดูดี การป้องกันโรคดี

เหตุผลในการเลี้ยงสุกร
สุกรสามารถเลี้ยงได้ในจำนวนน้อย เป็นฟาร์มเล็ก ๆ
ในการเลี้ยงสุกรต้องการพื้นที่เพียงเล็กน้อย
การเลี้ยงสุกรใช้แรงงานน้อย เลี้ยงง่าย
ใช้เศษอาหารและของเหลือต่าง ๆ เป็นอาหารสุกรได้
มูลสุกรใช้เป็นปุ๋ยอย่างดี และใช้กับบ่อเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มผลผลิตของการเลี้ยงปลา
สุกรให้ลูกดก ขยายพันธุ์ได้เร็ว
การเลี้ยงสุกรเป็นกิจการที่ให้ผลกำไรดี สามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 6 เดือน
                                
                                       
แหล่งที่มา:http://www.dld.go.th/service/pig/pigpig.html

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

10 อันดับเรื่องแปลกในสัตว์

10 อันดับเรื่องแปลกในสัตว์

อันดับ 10 Bats

ค้างคาวมีสิ่งพิเศษนั่นคือเรดาห์ ที่จะสามารถบอกให้มันรู้ได้ว่าข้างหน้า
มีตัวอะไรอยู่บ้าง

เสียงนี้จะสะท้อนกับวัตถุต่างๆ ในธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์เราไม่มี

อันดับ 9 Sharks

เค้าบอกว่า อย่าเล่นซ่อนหากับฉลามเด็ดขาด เพราะคนที่แพ้ก็คือเรา

ฉลามมีเซลล์บางอย่างในสมอง ที่สามารถบอกที่ตั้งของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ๆ ได้ ทำให้มันล่าเหยื่อได้อย่างร้ายกาจไงละ

อันดับ 8 Boa

โบอา งูยักษ์ สามารถรู้ตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้จากความร้อนในตัว หรือก็คืออุณหภูมินั่นเอง

สิ่งนี้ช่วยให้มันล่าเหยื่อได้ดีแม้ในความมืด..

อันดับ 7 Hummingbirds

นกฮัมมิ่งเบิร์ด มีประสาทสัมผัสพิเศษทางสายตา

ว่ากันว่ามันมองเห็นได้หลายสีกว่ามนุษย์มาก และสีที่มันมองเห็นบางสี เราไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วยซ้ำไป

อันดับ 6 Cats

แมวน้อยทั้งหลายนี้สามารถล่าเหยื่อได้ตอนกลางคืน เนื่องจากประสาทตาที่คมชัดมากๆ ของมัน

เพราะงี้เอง ตาของแมวถึงเรืองแสงในตอนกลางคืนไงละ

อันดับ 5 Snakes

บรรดางูมีลิ้นที่ยอดเยี่ยม และประสาทรับกลิ่นที่สุดยอดมากๆ

เวลาที่มันแลบลิ้นคือมันจะสัมผัสอุณหภูมิในอากาศ ส่วนฝีมือการรับกลิ่นของมันนั้น ไม่ว่าเหยื่อจะอยู่ที่ไหน
เจ้างูจะตามไปอย่างไม่ย่อท้อ

อันดับ 4 Moths

มอธ หรือผีเสื้อกลางคืน จะปล่อยสารฟีโรโมนออกมาในอากาศเพื่อดึงดูดเรียกเพศตรงข้าม

กลิ่นนี้ไปได้ไกลถึงเจ็ดไมล์ทีเดียวเชียว

อันดับ 3 Rats

บรรดาหนูทั้งหลายนี้ แม้จะมีสายตาที่ไม่ค่อยดีนัก

แต่มันใช้ขนเป็นตัวช่วยในการเดินทาง โดยการสลัดขนให้มีเสียงดังๆ แล้ววิ่งปรูดผ่านไปเลย กว่าศัตรูจะรู้ตัว
มันก็หายแว่บไปแล้ว

อันดับ 2 Drum Fish

ปลาชนิดนี้ใช้หัวเป็นหู งงไหม ไม่มีอะไร ก็คือมันใช้หัวฟังเสียงนั่นเอง
และหัวก็จะส่งสัญญาณไปที่สมองต่อ ซึ่งเค้าว่ากันว่าเร็วกว่าการใช้หูฟังนะ

อันดับ 1 Migratory birds

การอพยพของนกเหรอ? เคยเห็นไหม ตอนนี้อากาศไม่ดี หรือเข้าหน้าหนาว

นกก็จะต้องอพยพย้ายไปที่อื่น สิ่งเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าเป็นความพิเศษมาก

ที่นกสามารถรับรู้ได้ว่าอากาศกำลังจะเปลี่ยน ทำให้มันต้องออกเดินทาง

เพราะมนุษย์อย่างเรา ไม่มีสิ่งพิเศษนี้เลย

สุดยอด 10 อันดับ..สัตว์ที่เร็วที่สุดในโลก

10. กิ้งก่าบาซิลิส

วิ่งด้วยความเร็ว 11 กม./ ชั่วโมง จนสามารถวิ่งบนน้ำได้
ราวกับจิ้งโจ้น้ำ

9. ไส้เดือน

สามารถวิ่งได้โดยไม่ใช่ขา ด้วยความเร็ว 15 เมตร / ชั่วโมง ซึ่งมันจะใช้ขนอันละเอียดอ่อนของมัน
เกาะแล้วเคลิ่อนที่ไป แล้วยังต้องคลาน ไปไชดินไปตลอดชีวิตของมัน

8. กระต่ายป่า

วิ่ง[กระโดด]ด้วยความเร็ว 72 กิโลเมตร / ชั่วโมง
ซึ่งมีความเร็วพอๆกับม้าแข่งในดาร์บี้เลยทีเดียว

7. กุ้งแมนบิส

เป็นเสือปืนไวขนานแท้ในท้องสมุทร เนื่องจากสามารถเคลื่อนไหวก้าม
อันทรงพลังของมัน จนเกิดแรงอัดราวกับปืนอัดลมได้

6. นกกระจอกเทศ

เป็นสัตว์ 2 ขาที่วิ่งเร็วที่สุด วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโล / ชั่วโมง
ซึ่งมีเร็วพอๆกับ การปั่นจักรยานของนักกีฬาโอลิมปิก

5. ฉลามมาร์โก

สามารถว่ายน้ำได้ด้วยความเร็ว 48 กิโล / ชั่วโมง หรือพูดง่ายๆคือ
เร็วเป็น 10 เท่าของนักว่ายน้ำโอลิมปิก

4. หอยทากรูปกรวย

สามารถใช้เข็มพิษมรณะที่อยู่ตามร่างกาย คล้ายหนวดของมันแทง
ปลิดชีพได้เร็วที่สุด เพียง 0.089 วิเท่านั้น และเคยมีผู้โชคร้าย
โดนมันใช้เข็มแทงตายภายใน 4 วินาที

3. เสือชีต้าร์

เป็นสัตว์ 4 ขาที่วิ่งได้เร็วที่สุด สามารถเร่งความเร็วได้ 100 กิโลเมตร ได้ภายใน 4 วินาที
ีและสามารถวิ่งได้เร็วถึง 115 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. เหยี่ยวฟิรีกรีน

เป็นสัตว์ปีกที่เคลื่อนที่ได้ไวที่สุด ด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
และยังเป็นสัตว์ปีกที่มีสายตาที่เฉียบที่สุดในโลก
คือสามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งกระต่าย ขณะที่บินเล่นอยู่

1. ด้วงเสือ

เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ ได้เร็วที่สุดในโลก วิ่งได้ 8 กิโล / ชั่วโมง หรือ ถ้ามันตัวใหญ่เท่ากับคน
ก็จะสามารถวิ่งได้เร็ว 494 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเวลามันวิ่งจะต้องใช้หนวดจับภาพแทนตา
เนื่องจาก เวลามันวิ่ง มันวิ่งเร็วซะจนลืมตาไม่ทัน 


วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

10 สุดยอดสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก

10 สุดยอดสัตว์ที่สังหารคนมากที่สุด

10 สุดยอดสัตว์ที่เร็วที่สุดในโลก

10 อันดับสุดยอดปลาอันตราย

10 อันดับสุดยอดนกอันตราย